เนื้อหาทั้งหมดในบล็อกนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม โรงเรียนลูกบาศก์ ท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ บล็อกหลักของโรงเรียน

[CS-MS] in mind

posted on 06 Aug 2011 00:07 by white16
 
 
หลังจากเหตุการณ์ที่ทะเลาะกับตรองที่โรงอาหาร ไวทยาก็กลับมานั่งสับสนตัวเอง
 
...เป็นเอนทรี่สั้นๆ  อ่านหรือไม่อ่านก็ได้ ไม่เป็นผลอะไรกับเนื้อเรื่องที่จะดำเนินต่อไปในอนาคตค่ะ 
 
**แค่แม่มันอยากเขียน =]
 
*************************************
 
ไฟสลัวในห้อง... ช่างบ่งบอกถึงความรู้สึกสับสนของเจ้าของห้องได้ดีเหลือเกิน...
 
เด็กหนุ่มที่ยังคงอยู่ในชุดนักเรียน นั่งอยู่ริมกำแพงกระจกในห้องนอน
 
รอยเปลื้อนจากการผิดใจกันกับเพื่อนสนิทยังคงอยู่
 
 
"...แล้วถ้าเป็นคนอื่น ที่ไม่ใช่รัมนายจะไม่เดือดร้อนงั้นสิ"   เสียงของไอ้เพื่อนสนิทมันยังชัดเจนอยู่ในหู
 
 
นั่นสิ...ถ้าไม่ใช่รัม แล้วเขาจะหงุดหงิดขนาดนี้ไม๊ ...
 
 
คำถามก้องอยู่ในหัว ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้คิ้วหนาขมวดเข้าหากันมากขึ้น 
 
ความเจ็บแถวๆ หน้าอกจากการโดนไอ้เพื่อนสนิทถีบเข้าให้ ยิ่งทำให้คิดอะไรแทบไม่ออก...
 
ผมไม่รู้ว่า ทำไมผมถึงต้องเดือดร้อนมากมายขนาดนั้น...
 
ผมแค่รู้ว่า ตั้งแต่ผมเห็นหน้าปันรักตอนนั้น  มันก็ทำให้ผมอยากจะรู้ว่าอะไรที่ทำให้ยัยลิงทำหน้าชินชาขนาดนั้นออกมา
 
ผมอาจจะแค่รับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การเลี่ยง หรือพยายามหลบหน้า นั่นไม่ได้
มันเลยทำให้ผมหงุดหงิด และอยากรู้เรืองที่เกิดขึ้น
 
....ไม่มีอะไรในความรู้สึกของผมมากกว่านั้น
 
 
 
 
 
 
จริงๆ หรอ....?
 
 
 
 
ใบหน้าของเธอลอยเข้ามา ตอนที่ความลังเลเกิดขึ้นในหัวผม...
 
เธอคนที่ ผมพยายามปกป้อง...
 
 
แล้วมันก็ซ้อนทับเข้ามากับ.... ใบหน้าเจ็บปวดนั่น อีกครั้ง
 
 
เธอยังไม่ได้เลือนหายไป...แต่มันไม่ชัดเจนเท่าใบหน้าที่เจ็บปวดของใครอีกคน
 
 
....
 
 
......
 
 
 

แสงไฟค่อยๆหรี่ลง เพราะดวงตาที่หนักอึ้งกำลังจะปิดลงช้าๆ
 
ความสับสนและความเหนื่อยอ่อน ทำให้ไวทยานั่งหลับอยู่ที่ริมระเบียงกระจกตรงนั้น....
 
 
 
 
 

 
 

[CS-MS] เริ่มปัญหา

posted on 11 Jul 2011 22:30 by white16
MS :: เริ่มปัญหา
 
ผู้ร่วมเหตุการณ์ :: ไวทยา/ ชลทิศ/ อารุจ
 
ผู้ถูกกล่าวถึง :: ราตริมณิ/ อลิสา

*************************************************************

ช่วงเวลาพักเที่ยงที่แสนจะวุ่นวาย เป็นเหมือนทุกๆวัน นักเรียนทั้งโรงเรียนกำลังวุ่นวายกับการ ซื้ออาหาร พูดคุย ทานข้าว และหยอกล้อกัน

โชคดีที่วันนี้ชั่วโมงสุดท้ายของการเรียน เป็นการทดสอบย่อยวิชาภาษาอังกฤษ คนที่ทำเสร็จก่อนก็ได้ลงมาพักก่อน พวกเราม.6 เลยได้ลงมาก่อนเวลาพักเที่ยงนิดหน่อย

ไวทยากับอารุจ เดินลงมาพร้อมๆกัน ส่วนคนอื่นๆก็ทยอยกันลงมาก่อนแล้ว ตอนนี้ที่เหลืออยู่ในห้องก็มีไม่กี่คน หนึ่งในนั้นก็ ไอ้คนรอบคอบ อย่างไอ้ตรอง... มันช้าแบบนี้เป็นประจำ

“กินอะไรดีวะ”  คำถามเดิมที่มันถามทุกครั้งที่ลงมากินข้าว “จะรู้ไม๊ ผมก็ตอบไปเหมือนเดิม

ก็นั่นแหละ บทสนทนาซ้ำๆเดิมๆ ของเรา เป็นแบบนี้ทุกวัน ต่างไปหน่อย ตรงที่ไอ้ตรองกะไอ้ว่าน ยังไม่ลงมาเสริมด้วย ไม่งั้นก็ต่อปากต่อคำกันยาวกว่านี้ โดยเฉพาะ ไอ้ว่าน.... กวนประสาท


..
..


..


สงสัยว่าข้อสอบคราวนี้จะยาก เพราะไอ้ตรองกับไอ้ว่านยังไม่ลงมาซํกที ผมกับไอ้รุจกินข้าวหมดมาสักพักแล้ว

“มันจะเอาท็อปหรือไงวะ ไอ้คุณตรองเนี้ย”

“เออ สงสัยจะทำไม่ได้”  ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นไปไม่ได้เลย ที่ไอ้สองคนนั้นจะทำข้อสอบไม่ได้ แต่ก็ยังหาเหตุผลอื่นไม่ได้ว่าทำไมมันลงมาช้าขนาดนี้

“โอ้ยย เดี๋ยวฉันจะไปซื้อขนมที่ร้านมานั่งกินรอดีกว่า” สิ้นเสียงโอดโอย มันก็ลุกไปทันที


“จะเอาไรไม๊” .... ยังดีที่มันยังนึกทัน หันกลับมาตะโกนถาม..

“ของฟรี” ผมตะโกนกลับไป มันชูกำปั้นให้หนึ่งทีก่อนจะเลี้ยวไปทางมุมตึก...

 
 
 


การที่เรามีช่วงเวลาที่ได้อยู่คนเดียว มันก็ทำให้เราหลุดเข้าไปอยู่ในห้วงของความคิดได้ไม่ยากเลย
หน้าของเพื่อนร่วมห้องวันนั้น ฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง แล้วก็กลับมาเป็น ภาพระหว่างน้องรหัส กับเพื่อนสนิท แล้วก็มาเป็นเธอ..

ตั้งแต่วันที่ผมบอกเธอไป เธอก็ยังไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเลย ส่วนไอ้เพื่อนสนิท ก็ดูท่าทางจะเลี่ยงการเผชิญหน้ากันระหว่างมันกับปันรักด้วยเหมือนกัน จะว่าไอ้ตรองคนเดียวที่เลี่ยงก็ไม่ใช่ ปันรักนั่นล่ะ ที่เป็นฝ่ายเลี่ยงซะทุกครั้งไป...

“ว่าไง” เสียงคุ้นหูที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใครเรียกผมเบาๆ แต่ก็ทำให้สะดุ้งได้... ก็มันเงียบฉี่เลยนี่หว่า แล้วมันโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ  

“ไม่ต้องตกใจขนาดนั้น ย่องมาน่ะ”

“ย่องทำบ้าไรวะ” ไวทยาสบถก่อนจะเอ่ยถามต่อ “กะเต็มเลยดิ” มันยักไหล่เล็กน้อย ก่อนจะ

ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ๆ แล้วตีเสียงจริงจัง “ไวท์ มีเรื่องอยากพูดด้วย”


ไวทยาเงยหน้าขึ้นมองหน้าเพื่อน เมื่อจ้องตาก็รู้ว่า ไม่ใช่แค่เสียงที่ดูจริงจัง แต่เป็นใบหน้าและท่าทาง... มันจริงจังมากกว่าน้ำเสียงซะอีก

“เรื่องอะไรละ”

ตรองยกมือขึ้นกอดอกหลวมๆ “เมื่อเช้าตรีมา...” เมื่อได้ยินชื่อเธอ ความสนใจของไวทยาก็ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้น “มาถามเรื่องเรากับรัม … แต่ที่สำคัญ ไม่ใช่การพูดด้วยความรู้สึกที่เป็นกลาง”

ไวทยาค่อยๆยืนขึ้นก่อนจะเอ่ยถาม “แล้วเอียงไปทางข้างไหนละ” มือสองข้างล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกง

“เหมือนตรีจะตั้งขอสังเกตไว้แล้วว่า เราไปคบกับคนอื่นนอกจากรัม”

“ข้อสังเกตุนั่น ฉันเป็นคนตั้ง”

“..... ทำไมนายทำแบบนี้?”

“แล้วฉันทำอะไร นายต่างหากที่ทำ” ไวทยาตวัดเสียงใส่คำสุดท้าย

“เราทำอะไร?” ชลทิศขึ้นเสียงเล็กน้อยพร้อมกับขมวดคิ้ว

“ทำเรื่องให้มันค้างคา...” ผมจ้องหน้าไอ้เพื่อนสนิทก่อนถามคำถามในใจที่อยากรู้ “เครียร์จบแล้วหรอเรื่องปันรัก”

“ก็ยัง.........แล้วมันทำให้นายหนักใจเหรอไง?”

“ก็คงไม่หนักอะไร ถ้านายไม่ได้ไปจีบคนอื่นต่อ” ไวทยาเอ่ยหยันเล็กน้อย

“เราจีบใครตอนไหน?” คนถูกกล่าวหายังไม่รู้เรื่อง

“ของขวัญ กับคำพูดหวานๆพวกนั้น คงไม่ใช่คนเป็นพี่น้องเค้าทำกัน  คนตั้งข้อสงสัยเองก็พูดจาไม่เครียร์

ยิ่งทำให้ชลทิศรู้สึกอยากรู้มากขึ้น “นายพูดถึงใครบอกมาเหอะ อย่าร่ำไร”

“น้องเมย์” เสียงที่ข่มไว้เต็มที่ เอ่ยชื่อผู้ถูกพาดพิงอีกคน...

“อ๋อ... คือของน่ะให้จริง แต่คำพูดหวานๆนี่นายเอามาจากไหน?”

“ได้ยินมาจากปากนาย”

“หืม?” ข้อกล่าวหาที่ไม่ได้ทำ ส่งผลให้ชลทิศขมวดคิ้วอีกครั้ง

“....” ไวทยานิ่งไปก่อนจะเอ่ยทวนสิ่งที่ได้ยิน “ให้ของ แล้วพูดว่าให้ยิ้มทุกครั้งที่มองมัน แบบนี้ยังไม่หวานพอใช่ไม๊.....”

“แค่นั้นนายก็สรุปว่าเราจีบน้องเมย์สินะ” น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปบ่งบอกถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปเช่นกัน

“อ่อ....แสดงว่ามันต้องมีมากกว่านั้น?”  

“คงมีแต่นายที่คิดอะไรแบบนี้ออกมาได้”


“หมายความว่ายังไงว่ะ”


“หมายความว่า มีแต่นายเท่านั้นแหละ ที่คิดเรื่องพวกนี้ออกมาได้น่ะ”

“พูดวกวนทำไมว่ะ …ประเด็นมันอยู่แค่ว่า ทำหรือไม่ได้ทำ”


“ฉันทำ... ก็แค่ให้ของน้องเขาตอบแทนที่เขาให้ฉันยืมน้ำยาขัดสร้อย แล้วทั้งหมดที่ฉันทำ มันไม่ได้เรียกว่าจีบ”

“ตอบแทนว่างั้น?” รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นมาเล็กน้อย

“เออ”

“ฉันเพิ่งรู้ว่ามีเพื่อน เป็นพวก ทำอะไรแล้วไม่รับ” น้ำเสียงเน้นตรงข้อกล่าวหาชัดเจน

“ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นแบบที่นายคิดเสมอไป นายไม่ได้ฉลาดขนาดนั้นว่ะไวท์

คำพูดสุดท้ายวิ่งตรงสู่สมอง ยังไม่ทันได้ประมวลอะไรดี คำบางคำก็หลุดออกมา

“ถ้าฉลาดแล้ว ทำผู้หญิงร้องไห้ ก็อย่าเลยว่ะ”

“...” เหมือนคำพูดนั่นจะวิ่งตรงสู่สมองชลทิศเช่นกัน “ใครทำใครร้องไห้วะ!”

“ก็เพราะว่าเอาแต่ทำตัวเป็นพระเอก โน้นก็ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ผิด เลยไม่รู้ตัวสักที”

“ที่พูดน่ะรู้เรื่องทั้งหมดหรือเปล่า?” ชลทิศพยายามควบคุมอารมณ์ที่อย่างเต็มที่

“ไม่จำเป็นต้องรู้ทั้งหมด …..นายถาม ฉันก็พูดในสิ่งที่รู้และเห็น....ไอ้เรื่องที่นายไปทำอะไรไว้ “

“ก็บอกไปแล้วไงว่าฉันไม่ได้จีบน้องเมย์”

“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรถ้านายจะจีบน้องรหัสฉัน...แต่ควรจะเครียร์ให้จบทีละคน”

“ฉันก็พยายามเคลียร์อยู่ แต่นายน่ะมันฟังไม่ได้ศัพท์ ก็จับไปกระเดียดให้ตรีฟัง”

“ไอ้สิ่งที่ฉันเอาไปกระเดียดให้ตรีฟัง มันเป็นแค่ข้อสงสัย นายต่างหากที่ร้อนตัว”

“แต่เท่าที่ดูจากปฏิกิริยาตรี นายพูดมากกว่าข้อสงสัยนะ”

เมื่อต่างคนต่างมั่นใจในสิ่งที่ตนเองทำ ต่างคนก็ต่างเถียงเพื่อเอาสิ่งที่เรียกว่า ‘ถูก’ มาไว้เป็นฝ่ายของตัวเอง



“ไม่คิดบ้างรึไงว่าใครๆเค้าก็คิดเหมือนฉัน....”  ยิ่งฟังก็เหมือนว่าไอ้เพื่อนตัวดีมันร้อนตัว  เพราะสิ่งที่ตนไปพูดกับตรีเป็นเพียงข้อสงสัยสั้นๆ และเธอก็ไม่ได้พูดอะไรกลับมาเลย

“คนอื่นฉันไม่สน ฉันสนแค่นาย” ภาพของเพื่อนร่วมห้องที่พุ่งเข้ามาถามเรื่องราวด้วยความโกรธ มันยิ่งทำให้ชลทิศหงุดหงิดมากขึ้น “นายเป็นเพื่อนสนิทของฉัน แต่นายกลับสงสัยในตัวฉัน สงสัยว่าฉันจะทรยศต่อความรู้สึกของรัม แล้วนายก็ไปทำให้ตรีร้อนใจ จนต้องวิ่งมาเค้นความจริงจากฉันเมื่อเช้า”

“ก็ลองคิดดูเอาเองแล้วกัน ว่าสิ่งที่นายทำ มันชัดเจนพอที่จะทำให้ฉันที่เป็นเพื่อนสนิท หรือแม้แต่ตรีเอง เข้าใจในตัวนายได้รึเปล่า”

“‘งั้นก็ขอบใจมากแล้วกัน ที่เป็นห่วงความสัมพันธ์ของฉันกับรัม แต่ฉันหวังว่านายน่าจะรู้ได้แล้วว่าอะไรเป็นเรื่องส่วนตัว อะไรเป็นเรื่องที่เข้าไปยุ่งได้ คำพูดสุดท้ายที่ถูกเน้นด้วยอารมณ์ที่เพิ่มมากขึ้น


มือที่สั่นด้วยความโกรธ ถูกกำไว้แน่น มันต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ที่คนอย่างไวทยา จะอดกลั้นกับสถานะการณ์ ชวนปากแตกแบบนี้...  

ลมหายใจพ่นออกไปอย่างแรงราวกับจะระบายเอาความรู้สึกโกรธภายในออกมา แต่เปล่าเลย  ยิ่งเห็นหน้าไอ้เพื่อนรัก ที่มันทำราวกับว่าเขา แส่ไม่เข้าเรื่อง แล้วมันยิ่งทำให้อารมณ์พุ่งปรี๊ด

“ก็แล้วถ้าไม่ใช่รัม ฉันก็ไม่ได้อยากจะยุ่งนักหรอก!!!!”  ด้วยความโมโห สิ่งที่พูดออกไปกลับออกมาจากจิตใต้สำนึก....

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันนิดๆ “ถ้าไม่ใช่รัม?” ชลทิศทวนคำพูดของเพื่อน ก่อนจะพบความจริงบางอย่างที่ทำให้เขาประหลาดใจ ... “นายจะบอกว่า ถ้าคนที่ฉันเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยไม่ใช่รัม แต่เป็นคนอื่นเช่น เร น้ำตาล ตรี หรือใครก็ได้ นายจะเฉยๆงั้นรึ?”

“และมันต้องไม่ใช่ตรีด้วย...”  บางอย่างก็วิ่งเข้ามา เป็นเหตุให้เขาได้แก้ตัว “นายก็รู้ ว่ารัมสำคัญกับตรีมากแค่ไหน...ตั้งแต่มีปัญหา ตรีเองก็เงียบไป” มันคือเหตุผลเดียวที่เขาหาได้

สิ่งที่ชลทิศสัมผัสได้คืออาการร้อนตัวและการอุดรูรั่วจากคำพูดเหล่านั้น “แค่นั้น?”

“นายคิดว่าจะมีอะไรมากกว่านั้น?.........ฉันไม่ต้องมีเหตุผลร้อยแปดแบบนายหรอก”

“ก็แค่คิดว่า อย่างนาย ไม่น่าจะให้ความสำคัญกับใครได้มากขนาดนั้น ต่อให้เป็นตรีก็เถอะ”

“ทำไมวะ คนอย่างฉันมันทำไม ห๊ะไอ้สุภาพบุรุษ”

“ฉันแค่ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่มานั่งคิดว่าใครต้องแคร์ความรู้สึก ใครที่ฉันจะไม่แคร์”  

“ไม่เลือกปฏิบัติ หรือ ปฏิบัติไม่เลือก”

“... ฉันก็เป็นแบบนี้แหละ ถ้านายจะมาเดือดร้อนกับนิสัยฉัน ก็ช่วยไม่ได้ว่ะ”

"งั้นก็เชิญทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ...ไม่เลือก แบบนี้ไปเหอะวะ ท่าทางแกจะภูมิใจ"

“ไม่ต้องห่วง ฉันก็จะเป็นของฉันแบบนี้ไปเรื่อยๆ กลัวก็แค่ว่านาย จะมาโวยวายอะไรอีก เวลาฉันไปทำอะไรสะกิดต่อมเป็นห่วงเป็นใย ที่นานๆทีมันจะทำงานสักทีของนายเข้า ก็จะมาเอาไปพูดลับหลังให้ใครฟังอีก”


"มีใครเคยบอกไม๊ว่าปากนายมันน่าเอาเลือดออกมาก"
ไม่ทันจะพูดจบประโยค ไวทยาก็พุ่งไปกำคอเสื้อ คนเป็นเพื่อนแล้วออกแรงดันจนมันเซไปนิดหน่อย
 

"ฉันไม่เคยเอาเรื่องใครไปพูดลับหลัง!!!!!!"
 
 


จ้องหน้าไวท์นิ่งๆ ไม่ทำอะไร “นั่นไง ในที่สุดธาตุแท้นายมันก็มีแค่นี้แหละ”

มือกำคอเสื้อไอ้เพื่อนปากดีแน่นขึ้น "เออ ให้มันได้รู้ว่าธาตุแท้จริงๆกูมันมีแค่นี้ล่ะ!!!!!!"
 
 
 
to be con....
 
*************************
 
สรุป..
 
  • ตรองคุยกับไว้เรื่องที่ตรีมาหาเมื่อเช้า
  • ตรองพยายามอธิบายเรื่องระหว่างตรองกับน้องเมย์
  • ไวท์คิดว่าตรองแก้ัตัว
  • ตรองคิดว่าไวท์ยุ่งมากเกินไป
  • มีปากเสียงกัน

ขอโทษที่นานค่ะ ... รับผิดแต่เพียงผู้เดียว

 
 
 

[CS-MS] Cause..

posted on 28 Apr 2011 00:35 by white16
 
เหตุการณ์ก่อนหน้านั้น....MS : Initiate  ของบล็อกหลานตรองคะ ^ ^
 
............
 
[CS-MS] Cause..
 
ผู้ร่วมเหตุการณ์  :: ราตริมณิ*ไวทยา // อลิสา*ชลทิศ
 
 
******************************************
 
*****************************



ของบางอย่างถูกส่งจากมือหนึ่งสู่อีกมือหนึ่ง ใบหน้ายิ้มแย้มสดใสของทั้งคนให้และคนรับ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ทั้งคู่รู้สึกดีๆต่อกัน



".....จะเก็บไว้อย่างดีค่ะ..."



เสียงขาดๆหายๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ใจความผิดเพี๊ยนไปแต่อย่างใด




"งั้นไป.....ด้วยกันนะ"


ทั้งหมดผ่านดวงตาที่ยืนมองจากอาคารอีกฝั่งหนึ่ง



---------------------------------------

.......................

...............

..........

.......

.....

..

.




ไวทยารู้จักหนึ่งในสองคนนั้นเป็นอย่างดี เพื่อนสนิทของเค้าเอง


....อันที่จริงเรื่องนี้มันจะไม่มีอะไรเลย
ถ้าหากว่าก่อนหน้านั้น ไอ้ตรองมันเครียร์ปัญหาความรู้สึกที่ไม่ลงตัวซะทีของมันและรัมให้รู้เรื่อง



ไวทยาแค่รู้สึกหงุดหงิดใจ ว่าทำไมเพื่อนสนิทที่เป็นดูจะเป็นสุภาพบุรุษ.... ตามบุคลิกที่มันแสดงออกมา จะทำอะไรคาราคาซังแบบนี้

สีหน้าของปันรักในวันนั้น ยังคงอยู่ในความทรงจำ ตาแดงๆที่เหมือนผ่านการร้องไห้มาแล้ว กับใบหน้าเมินเฉยที่ดูแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด

ไม่เลย...ผมไม่ได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเพื่อนร่วมห้องสองคน

ไอ้ตรองเองก็ไม่ได้เล่าอะไร และแน่นอน อย่าพูดถึงยัยลิง...




เสียงหัวเราะของน้องรหัส ฟังแล้วดูมีความสุขมากทีเดียว ตัวต้นเหตุก็ยังคงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้น้องรหัสผม เหมือนกับว่า...ความรู้สึกของมันไม่มีใครแล้ว

พอผมนึกถึงหน้ายัยลิงแล้วมันก็หงุดหงิดไอ้ตรองขึ้นมาพิกล !



ปันรัก ...ที่ผมรู้จัก เป็นคนสดใส และร่าเริง เป็นคนไม่ยอมคน และกระตือรือร้นตลอดเวลา แต่บางอย่างทำให้เพื่อนผมคนนี้เปลี่ยนไป

และไอ้บางอย่างที่ว่านั้น ก็คือ ไอ้คนที่ยืนหัวเราะคิกคักกับรุ่นน้องอย่างไม่รู้ร้อนอะไรเลย





ของบางอย่างถูกส่งจากมือหนึ่งสู่อีกมือหนึ่ง ใบหน้ายิ้มแย้มสดใสของทั้งคนให้และคนรับ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ทั้งคู่รู้สึกดีๆต่อกัน



".....จะเก็บไว้อย่างดีค่ะ..."



เสียงขาดๆหายๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ใจความผิดเพี๊ยนไปแต่อย่างใด




"งั้นไป.....ด้วยกันนะ"






ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงหงุดหงิด...

ไม่รู้ว่าทำไมตั้งแต่ที่ยืนอยู่ตรงนี้...


....เอาแต่คิดถึงสีหน้าเจ็บปวดของปันรัก






...

..........


................


........................
 
 
 
 
 
 
ถ้าเป็นวันอื่นๆ ช่วงเลิกเรียน คงเป็นช่วงที่ไวท์จะเลี่ยงมากที่สุด ในการมาร้านไอติมงี่เง่าแบบนี้ แต่วันนี้ มีบางอย่างที่อยากคุยกับเธอ..


"คนเยอะ.." ผมสายานได้ว่าแค่หลุดปากออกมาตามความเคยชิน... ไม่ได้ต้องการให้เธอคิดมากเลย...


แต่ดูเหมือนว่าเธอเองก็คงจะรู้สึกเหมือนกันว่า การที่ผมชวนเธอออกมาในที่ที่...ผมไม่น่าจะมา แถมถ้าเอาตามความเป็นจริง เธอก็คงไม่ยอมมาง่ายๆแบบนี้


พนักงานที่ดูโตกว่าเราสองคนไม่เท่าไหร่ เดินมารับรายการ... ผมยกหน้าที่ให้เธอสั่งเลยแล้วกันเพราะว่าไอ้ของหวานนี่ไม่ค่อยถูกกับผมเท่าไหร่...


"พสุธา กัปนาทคะ.."


"กินหมดหรอ..." ผมเอ่ยแซวเธอก่อนจะครี่ยิ้มให้เธอบางๆ   "แค่นั้นครับ" ผมหันไปบอกพนักงาน...


"เขาว่ากินของหวานแล้วจะรู้สึกดี ฉันว่านายอาจต้องสั่งเพิ่มก็ได้นะ" เธอเป็นห่วงผม?  น่ารักดีนะครับ


"ไม่ละ...ฉันไม่ชอบของหวาน"

จบบทสนทนาระหว่างเราเพียงเท่านั้น แว็บนึงดวงตาสีแดงกร่ำนั่น วูบเข้ามาในความคิด

อาจะเป็นเพราะบทสนทนาขาดหายไป จู่ๆคำถามที่เธอถามออกมาเลยดูเหมือน โพร่งออกมากลางอากาศไปหน่อย
 
 
"เป็นอะไรรึเปล่า"


"...หื้ม" ไวทยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่แน่ใจ กับความกังวลแล้วก็ความอยากรู้มันตีกันยุ่งในหัว แต่ก็ยังยั้งสติเอาไว้ได้ คนตรงหน้าเขาตอนนี้ เป็นคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับความหงุดหงิดของเขาที่เกิดขึ้นเลย เพราะฉะนั้น ไวทยาทำได้เพียงข่มความอยากรู้ไว้ก่อน

 "เปล่าหรอก"


"อืม" เธอตอบกลับมาเพียงสั้นๆ ก่อนที่บทสนทานาระหว่างเราจะเงียบลงอีกครั้ง .... ผมรู้ว่าเธอไม่ใช่คนช่างซัก

ผมไม่รู้ว่าจะเริ่มถามเธอยังไง  ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน และไม่รู้จะตอบเหตุผลเธอว่าอะไร ถ้าเกิดเธอถามขึ้นมาว่า ทำไมผมถึงอยากร้อนร้นเรื่องนี้นัก..




แต่ก็เป็นผมเองนั้นละ ที่ตัดสินใจขึ้นมา

"ตรี..." ผมเรียกเธอด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก...และจ้องหน้าเธออยู่แบบนั้น




เธอสบตาผมกลับ และรอฟังอย่างตั้งใจ...



"ฉัน...อยากจะถามอะไรบางอย่าง"

"ว่ามาสิ"


"ถ้าใครบางคน ...ไปมีคนใหม่" ผมพยายามอย่างที่สุดที่จะสื่อคำถามของผมให้เธอเข้าใจ "ฉันหมายถึง...คนสองคน ที่อีกคนไปมีคนใหม่"



"อืม แล้วอีกคนที่เหลือรู้รึเปล่าว่าอีกฝ่ายไปมีคนใหม่แล้ว?"


"...อาจจะรู้ "
 

"บอกได้ไหม ว่าคนนั้นฉันรู้จักรึเปล่า?"


"คิดว่าน่าจะรู้..."


"แล้วพอจะบอกชื่อได้ไหม เผื่อฉันจะรู้มากกว่านาย... "
 
 
 
"....ตรองกับรัม"
 
 
**********************************************************
 
 
ตัดจบ!!!!
 
*สรุปกันเถอะ
  • ไวท์เจอตรองกะน้องเมย์ตอนเช้า
  • ภาพที่เห็นจากอีกมุมตึงทำให้คิดเองเออเอง
  • เป็นห่วงความรู้สึกของรัม
  • ตัดสินใจชวนตรีออกมากินไอติมกันเพื่อถาม...
  • ตัดสินใจพูดออกไปแล้วเป็นเรื่องของ ตรองกับรัม........

จะเป็นไงต่อ รอระเบิดจากท่านต่อไปคะ